Miss SUPATTRA

Miss SUPATTRA

วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2555

ทฤษฎีการบริหารองค์กร

ทฤษฎีการบริหารองค์กรอาจจัดได้ 4 กลุ่มหลัก ดังนี้

1. ทฤษฎีการบริหารองค์กรตามแนวคิดคลาสสิก (classical organization theory) (วิชัย ตันศิริ, 2549, 295-306)   
     1.1 ทฤษฎีบริหารองค์กรเชิงวิทยาศาสตร์ เป็นแนวคิดของ Taylor ความหมายสูงสุดของแนวคิดเชิงวิทยาศาสตร์ คือ จะบริหารให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดได้อย่างไร Taylor ได้เสนอระบบการจ้างงานบนพื้นฐานของการสร้างแรงจูงใจไว้ 3 ประการ คือ
          1.1.1 การแบ่งงาน (division of labors)
          1.1.2 การควบคุมดูแลบังคับบัญชาตามสายงาน (hierarchy)
          1.1.3 การจ่ายค่าจ้างเพื่อสร้างแรงจูงใจ (incentive payment)

     1.2 ทฤษฎีการบริหารองค์กรอย่างเป็นทางการ (Formal Organization Theory) จากแนวคิดของ Fayol ที่วางหลักการไว้ 7 ประการ ดังนี้
          1.2.1 หลักการทำงานเฉพาะทาง คือ การแบ่งงานให้เกิดความชำนาญเฉพาะทาง
          1.2.2 หลักสายบังคับบัญชา ที่เริ่มต้นจากยอดพีระมิดของผู้บังคับบัญชาสูงสุดสู่ระดับต่ำที่สุด
          1.2.3 หลักเอกภาพของการบังคับบัญชา
          1.2.4 หลักขอบข่ายของการควบคุมดูแล
          1.2.5 การสื่อสารแนวดิ่ง
          1.2.6 หลักการแบ่งระดับการบังคับบัญชาให้น้อยที่สุด
          1.2.7 หลักการแบ่งความรับผิดชอบระหว่างสายการบังคับบัญชา

     หลักการบริหารการจัดโครงสร้างนี้ต่อมา Gulic ได้มาปรับจนเป็นหลักการบริหารที่สำคัญในยุคต้นของศาสตร์การบริหารที่มีชื่อย่อว่า POSDCORB

     1.3 ทฤษฎีการบริหารองค์กรในระบบราชการ (bureaucracy) หลักการและแนวคิดนี้มาจากแนวคิดของ Weber ประกอบด้วยหลักการดังนี้
          1.3.1 หลักของฐานอำนาจจากกฎหมาย ทุกคำสั่งมาจากอำนาจที่กำหนดไว้ในกฎหมาย หรือกฎระเบียบ
          1.3.2 การแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ
          1.3.3 การแบ่งงานตามความชำนาญการเฉพาะทาง
          1.3.4 การบริหารงานไม่เกี่ยวกับผลประโยชน์ส่วนตัว
          1.3.5 มีระบบความมั่นคงในอาชีพ การเลื่อนชั้น เลื่อนระดับ เป็นไปตามหลักอาวุโส และระบบคุณธรรม

2. ทฤษฎีการบริหารองค์กรเชิงมนุษยสัมพันธ์ (human relations school) (วิชัย ตันศิริ, 2549, หน้า 297)
     จากจุดอ่อนบางประการของทฤษฎีการบริหารตามแนวคลาสสิก คือ การที่แนวคลาสสิกมองคนเป็นเครื่องยนต์กลไก และสมาชิกขององค์กรเป็นเพียงเครื่องมือ แต่ด้วยข้อเท็จจริงแล้วในความเป็นมนุษย์ย่อมแตกต่างจากเครื่องยนต์ และมนุษย์ย่อมสร้างความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ทำให้เกิดกลุ่มที่ไม่เป็นทางการในองค์กร จึงทำให้เกิดทัศน์ใหม่ของกลุ่มมนุษยสัมพันธ์ โดยมีข้อค้นพบที่สำคัญของกลุ่มนี้คือการค้นพบว่าคนงานจะสร้างความสัมพันธ์ของมนุษย์มีความสำคัญมาก จึงเน้นให้ความสำคัญกับเรื่อง ขวัญกำลังใจแรงจูงใจ ลีลาการเป็นผู้นำแบบประชาธิปไตย ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล การสื่อสารอย่างไม่เป็นทางการ และพลวัตกลุ่ม

ทฤษฎีการจูงใจ (motivation hygiene theory) Harzberg เชื่อว่าปัจจัยที่จูงใจให้คนทำงาน คือ
          1) ความสำเร็จ
          2) การยกย่อง
          3) ความก้าวหน้า
          4) ลักษณะงาน
          5) ความรับผิดชอบ
          6) ความเจริญเติบโต

3. ทฤษฎีการบริหารองค์กรตามแนวคิดเชิงระบบ (system theory) (วิชัย ตันศิริ, 2549, หน้า 298)
     ทฤษฎีระบบมีข้อสมมติฐานว่า สังคมเป็นระบบอุปมาเหมือนระบบร่างกายมนุษย์สัตว์ พืช ที่ทำงานเป็นระบบซึ่งหมายความว่าทุก ๆ ส่วนของร่างกายมนุษย์มีส่วนสัมพันธ์กันหากส่วนหนึ่งส่วนใดเกิดปัญหา (ติดเชื้อโรค) ก็จะกระทบการทำงานของอวัยวะส่วนอื่น ๆ ด้วย ขณะเดียวกันระบบของร่างกายมนุษย์ก็ดำรงอยู่ในสิ่งแวดล้อม ระบบของร่างกายมนุษย์จะดำรงอยู่ได้ต้องสามารถปรับตนเองให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม เช่น ในพื้นที่ที่อากาศร้อน ร่างกายก็จะมีเหงื่อออก เพื่อลดความร้อน หรืออุณหภูมิในร่างกาย หากในสภาพอากาศหนาวร่างกายก็ต้องปรับอุณหภูมิให้ร่างกาย

     โดยสรุป ระบบจึงมีข้อสมมติฐานว่า ส่วนประกอบของระบบต้องสัมพันธ์กันระบบต้องปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้นสังคมยังต้องพิจารณาถึงระบบปิดระบบเปิด ระบบปิด คือ ไม่ยอมรับข้อมูลใหม่จากสิ่งแวดล้อม ส่วนระบบเปิดนั้น ยอมรับข้อมูลใหม่ตลอดเวลา

     การบริหารเชิงระบบ การเอาแนวความคิดเชิงระบบเข้ามาใช้ในการบริหาร ก็ด้วยเหตุผลที่ว่าในปัจจุบันองค์กรมีการขยายตัวสลับซับซ้อนมากขึ้นจึงเป็นการยากที่พิจารณาถึงพฤติกรรมขององค์กรได้หมดทุกแง่ทุกมุม นักทฤษฎีบริหารสมัยใหม่ จึงหันมาสนใจการศึกษาพฤติกรรมขององค์กร เพราะคนเป็นส่วนหนึ่งของระบบองค์กร องค์กรเป็นส่วนหนึ่งของระบบสังคม ระบบในเชิงบริหารหมายถึงองค์กรประกอบหรือปัจจัยต่าง ๆที่มีความสัมพันธ์กันและมีส่วนกระทบต่อปัจจัยระหว่างกันในการดำเนินงาน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร องค์ประกอบพื้นฐานของทฤษฎีระบบ ได้แก่
          1) ปัจจัยการนำเข้า Input
          2) กระบวนการ Process
          3) ผลผลิต Output
          4) ผลกระทบ Impact

     วิธีการระบบเป็นวิธีการที่ใช้หลักตรรกศาสตร์วิทยาศาสตร์อย่างมีเหตุผล และมีความสัมพันธ์กันไปตามขั้นตอนช่วยให้กระบวนการทั้งหลายดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและสามารถช่วยให้การบริหารบรรลุวัตถุประสงค์ไปด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์อย่างถูกต้องและไม่ลำเอียง (สมศักดิ์ คงเที่ยง, 2546, หน้า 127) การบริหารระบบคุณภาพ กระบวนการบริหารจัดการคุณภาพที่สำคัญและมีประสิทธิภาพก็คือ การใช้วงจร PDCA เป็นเครื่องมือบริหารระบบคุณภาพ

P คือ (Plan) เป็นองค์ประกอบแรกที่สำคัญที่สุด การวางระบบที่ดีจะต้องกำหนดขั้นตอนการทำงานเป็นกระบวนการ มาตรฐานแต่ละขั้นตอนมีวิธีการปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานและการบันทึกการทำงานทุกขั้นตอนเป็นปัจจุบัน ข้อมูลจากบันทึกนี้จะนำไปสู่การตรวจสอบ ประเมินตนเอง และให้ผู้อื่นตรวจสอบได้เพราะข้อมูลที่ได้จะเป็นสารสนเทศที่จะสะท้อนให้เห็นคุณภาพตามมาตรฐานและตัวบ่งชี้ของระบบย่อยนั้น หลาย ๆ ระบบย่อยก็จะเห็นคุณภาพรวมของโรงเรียนทั้งหมด

D คือ (Do) การดำเนินการตามแผนที่วางไว้ เป็นการปฏิบัติร่วมกันของทุกคนโดยฐานโรงเรียนตามกระบวนการ วิธีการและบันทึก บุคคลที่รับผิดชอบในองค์กรต้องดำเนินการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง

C คือ (Check) การตรวจสอบ/ประเมินผลทบทวนระบบ เป็นการประเมินตนเองร่วมกันประเมิน หรือผลัดเปลี่ยนกันประเมินเพื่อเป็นการทบทวนการปฏิบัติงาน เป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญและจำเป็นมากที่จะพัฒนาคุณภาพ 

A คือ (Action) การแก้ไขพัฒนาระบบ เป็นการนำผลการประเมินมาแก้ไขพัฒนาระบบ ซึ่งอาจแก้ไขพัฒนาในส่วนที่เป็นกระบวนการ (ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานต์, 2547, หน้า 6)


4. ทฤษฎีการบริหารองค์กรตามแนวปฏิบัติการทางสังคม (social action theory)
     ทฤษฎีตามแนวปฏิบัติการทางสังคม มีความเชื่อว่ามนุษย์แต่ละคนมองโลกตามอัตวิสัย 
“ความจริงที่ปรากฏ” ได้รับการแปลความหมายตามทัศนคติ (อคติ) ของแต่ละบุคคลโลกแห่งความเป็นจริงมิได้ดำรงอยู่ในสภาวะ “วัตถุวิสัย” ฉะนั้นการพิจารณาเป้าหมายขององค์กรว่าเป็นที่เข้าใจตรงกันของทุก ๆ คนนั้นเป็นไปไม่ได้ “เป้าหมาย” จะปรากฏเป็นจริงตามกระบวนการปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ที่มาทำงานร่วมกัน

ขั้นตอนการวางระบบบัญชี


วางแผนการสำรวจและวิเคราะห์
ก. ผังองค์การ นโยบายของบริษัท จะต้องทราบถึงการบริหารงานภายในองค์กร หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นระดับพนักงาน หัวหน้า ผู้จัดการ ผู้อำนวยการหรือกรรมการของกิจการ อีกทั้งควรทราบนโยบายการบริหารงานอำนาจการอนุมัติ
ข. รายละเอียดของสินค้า/บริการ การสำรวจข้อมูลอันเกี่ยวข้องกับตัวสินค้าผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิตสินค้าสำเร็จรูป หรือการให้การบริการแก่ลูกค้า การตั้งราคา การกำหนดต้นทุน การคำนวณหาสินค้าคงเหลือของกิจการ
ค. แยกประเภทของงานบัญชี การเงิน งบการเงิน กำหนดรูปแบบงานบัญชีตามประเภทของการดำเนินงาน แนวทางการจัดทำรายการต่างๆ เพื่อเสนอต่อผู้บริหาร การจัดทำงบการเงินไม่ว่าจะเป็นงบดุล งบกำไรขาดทุน งบกำไรสะสม
ง. ผังแสดงการเดินทางของข้อมูล เอกสาร พิจารณาดูการเดินทางของเอกสารต่างๆ ว่ามีการเดินทางไปแหล่งที่เกี่ยวข้องถูกต้องครบถ้วนตั้งแต่เริ่มออกเอกสารจน สิ้นสุดกระบวนการไม่ว่จะเป็น ใบส่งของ ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน หรือการออกเอกสารด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์
จ. รายละเอียดของการดำเนินงาน ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการดำเนินงาน การใช้ทรัพย์สิน การจัดซื้อหรือการคิดค่าเสื่อมราคา
ฉ. ข้อมูลทางการตลาด การขาย การประชาสัมพันธ์ การวางแผนการตลาด การกำหนดขั้นตอนในการจำหน่าย การจ่ายค่านายหน้า หรือค่าใช้จ่ายของพนักงานขาย แนวทางการประชาสัมพันธ์
ช. รายละเอียดของการกู้ยืมเงิน สัญญากู้ยืมเงิน การตกลงเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย วันครบกำหนด การชำระดอกเบี้ยหรือคืนเงินต้น วงเงินกู้ หรือเบิกเงินเกินบัญชี
การออกแบบและกำหนดระบบของบัญชี
ก. ผังบัญชี และรหัสบัญชี ผังบัญชีและรหัสบัญชีจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้จัดทำบัญชีสะดวกง่ายต่อ การพิจารณา รายการค้าให้ถูกต้องและรัดกุมยิ่งขึ้น หากสมารถทำคำอธิบายชื่อบัญชีในแต่ละบัญชีได้ ก็จะทำให้ผู้จัดทำบัญชีดำเนินการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ข. สมุดบัญชีต่างๆ ที่ใช้ในการบันทึกบัญชี การกำหนดรูปแบบของสมุดบัญชีต่างๆ จะต้องสอดคล้องกับกฎหมายบัญชี ส่วนรูปร่างหน้าตาของสมุดบัญชี ในทางปฏิบัติมักจะนิยมใช้สมุดบัญชีรายวันให้ถูกต้อง ผู้ออกแบบจะต้องทำให้สอดคล้องกับนโยบายของกิจการ และคำนึงถึงการตรวจสอบ และควบคุมภายในได้เป็นอย่างดี
ค. เอกสารประกอบการบันทึกบัญชี การออกแบบใบสำคัญจ่าย-รับเงิน เพื่อช่วยในการบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง ผู้ออกแบบจะต้องทำให้สอดคล้องกับนโยบายของกิจการ และคำนึงถึงการตรวจอสอบ และควบคุมภายในได้เป็อย่างดี
ง. การจัดทำรายงาน การออกแบบรายงานเพื่อนำเสนอต่อผู้บริหารหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องจะต้องคำนึง ถึงการนำไปใช้ประโยชน์ การพิจารณาหรือการนำไปวิเคราะห์เพื่อใช้ประโยชน์ในการบริหาร
จ. การรองรับระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และภาษีอื่นๆ ในกรณีที่กิจการต้องเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะหรืออยู่นอกระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม จะต้องพิจารณาถึงเอกสารใบกำกับภาษี รายงานภาษีซื้อ ภาษีขาย และรายงานสินค้าและวัตถุดิบ
การวางแผนการนำออกมาใช้
ก. ทดลองการใช้เอกสาร เส้นทางการเดินของเอกสาร เมื่อได้ออกแบบและกำหนด แนวทางเดินของเอกสารขึ้นมาเรียบร้อยแล้วก็จะเป็นการนำ รูปแบบของเอกสารต่างๆ ออกมาใช้เพื่อพิจารณาดูการเดินของเอกสารว่ามีปัญหาในจุดหรือแหล่งใด หรือผู้ปฏิบัติได้เขียนหรือใช้เอกสารได้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์หรือไม่
ข. การลงรายการต่างๆ ในสมุดบัญชี หรือคอมพิวเตอร์ การนำเอกสารรายการค้าบันทึกในสมุดบัญชีหรือคอมพิวเตอร์จะต้องจัดเตรียม ข้อมูล เอกสารเพื่อบันทึกลงในสมุดบัญชีต่างๆ ได้ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาดอย่างไร
ค. การทดลองรายงาน การออกแบบรายงานแล้วนำออกมาใช้มักจะพบปัญหาอย่างหนึ่งก็คือ รายงานที่นำออกมาใช้ยังไม่สามารถให้ข้อมูลอย่างเพียงพอแก่ผู้บริหาร ดังนั้น เมื่อมีการทดลองออกรายงานทางการเงิน ผุ้ออกแบบจะต้องให้ฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องแนะนำหรือระบุความต้องการเพิ่มเติมเพื่อจะได้นำรายงานออกไปใช้ ให้เกิดประโยชน์
การติดตามผลและปรับปรุงแก้ไขระบบบัญชี      ก. การลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นออกไป ขั้นตอนในการออกเอกสาร การอนุมัติ การเบิก จ่ายเงินการบันทึกรายการบัญชี หากพบว่าขั้นตอนใดซ้ำซ้อน หรือไม่มีความจำเป็นทำให้เกิด ความยุ่งยากเสียเวลาก็ให้ตัดรายการ หรือขั้นตอนนั้นออกไป
ข. ผลกระทบต่อการปฏิบัติงาน การออกแบบระบบบัญชีมักจะมีผลกระทบต่อการทำงานในระยะเริ่มต้น ผู้ปฏิบัติยังไม่เคยชิน จะต้องอธิบายให้เกิดความเข้าใจว่าจะต้องใช้ระยะเวลาหนึ่งจึงจะไม่ล่าช้าหรือ เสียเวลา

วันเสาร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2555

สิงคโปร์ประเทศที่รวยที่สุดในโลกประจำปีนี้




      สิงคโปร์ได้รับการจัดอันดับ ให้เป็นประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลกในปีนี้ จากการวัดรายได้ประชากรต่อหัว โดยผู้จัดอันดับเชื่อว่า ในอีก 30 ปีข้างหน้า ตำแหน่งนี้ก็ยังเป็นของสิงคโปร์อยู่ดี เพราะจำนวนเศรษฐีที่อาศัยอยู่ในสิงคโปร์นั้น มีมากขึ้นเรื่อยๆ  Knight Frank บริษัทให้คำปรึกษาทางด้านอสังหาริมทรัพย์และที่พักอาศัย และ Citi Private Bank เปิดเผยผลการจัดอันดับ ประเทศที่ร่ำรวยมากที่สุดในโลก โดยวัดจากรายได้ประชากรต่อหัว ซึ่งตำแหน่งดังกล่าว ตกเป็นของประเทศสิงคโปร์ ประเทศเล็กๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ประชากรมีรายได้เฉลี่ย 56,532 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,780,000 บาทต่อคน ซึ่งถือเป็นรายได้ที่สูงที่สุด แซงหน้าประเทศนอร์เวย์ สหรัฐอเมริกา และฮ่องกงโดยในรายงานดังกล่าวยังมีการคาดการณ์ว่า อีก 30 ปีข้างหน้า สิงคโปร์ก็จะยังครองตำแหน่งประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลก และมีประเทศฮ่องกง ไต้หวัน และเกาหลีใต้ตามมาติดๆ ขณะที่ นอร์เวย์และสวิตเซอร์แลนด์ จะสูญเสียตำแหน่งดังกล่าวไป ซึ่งรายงานดังกล่าวเป็นไปตามการคาดการณ์ของใครหลายคน เนื่องจากสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีเศรษฐีใหม่ ที่มีสินทรัพย์เกินกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จำนวนเศรษฐีที่มีสินทรัพย์เกิน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐในสิงคโปร์ เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 80 และจำนวนเศรษฐีใหม่เหล่านี้ ยังคงเพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง สิงคโปร์ยังเป็นประเทศที่มีสัดส่วนจำนวนเศรษฐีต่อจำนวนประชากรมากที่สุดในโลกอีกด้วยและเมื่อเทียบกับจำนวนของเศรษฐีที่มีสินทรัพย์เกิน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่มีอยู่ทั่วโลกนั้น สิงคโปร์มีจำนวนมากถึง 18,000 คน ซึ่งมากกว่าปริมาณของเศรษฐีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีน และญี่ปุ่นรวมกัน ซึ่งในทวีปอเมริกาเหนือนั้น มีเพียง 17,000 คน และในยุโรปมีเพียงแค่ 14,000 คนเท่านั้นนอกจากสิงคโปร์จะเป็นประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลกแล้ว ยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองที่มีความสำคัญที่สุดของบรรดากลุ่มเศรษฐีลำดับที่ 5 ของโลก รองจากกรุงลอนดอน , นครนิวยอร์ก , ฮ่องกง และกรุงปารีส เนื่องจากสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเมือง ประชากรมีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีความรู้ความสามารถ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สิงคโปร์ได้เปรียบประเทศคู่แข่งอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด

อาหารประจำชาติอาเซียน

อาหารประจำชาติฟิลิปปินส์ – adobo ( อโดโบ้ )
อาหารประจำชาติอินโดนีเซีย - Bakmi Goreng ( บาคมิ โกแร๊ง
อาหารประจำชาติมาเลเซีย - Nasi Lemak ( นาซิ เลอมัก )
อาหารประจำชาติสิงคโปร์ – ข้าวมันไก่สิงคโปร์
อาหารประจำชาติบรูไน - Udang Sambal Serai Bersantan
( ยูดาน ซามบาล ซีไร เบอซานตา )
อาหารประจำชาติกัมพูชา - Amok ( อาม็อก)
อาหารประจำชาติลาว – ส้มตำ ข้าวเหนียว ไก่ย่าง
อาหารประจำชาติไทย – Tom Tam Goong (ต้มยำกุ้ง)
อาหารประจำชาติเวียดนาม – Pho ( เฝอ )
อาหารประจำชาติเมียร์ม่า (พม่า) – Mo Hin Ga
(ขนมจีนน้ำยาป่าปลาช่อน-หยวกกล้วย สูตรพม่า )

วันศุกร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2555

10 เกาะสวย-ดีที่สุดในโลก



  อันดับ 10 เกาะแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา

           อันดับที่ 9 เกาะบิ๊ก ไอส์แลนด์ ฮาวาย สหรัฐอเมริกา (ตกจากปีที่แล้วอยู่อันดับ 7)

           อันดับที่ 8 หมู่เกาะมัลดีฟส์ สาธารณรัฐมัลดีฟส์

           อันดับที่ 7 หมู่เกาะเอโอเลียน ประเทศอิตาลี

           อันดับที่ 6 เกาะมาอูอิ ฮาวาย สหรัฐอเมริกา (ตกลงมาเยอะเพราะปีที่แล้วอยู่อันดับ 3)

           อันดับที่ 5 เกาะ Mount Desert ในรัฐเมน สหรัฐอเมริกา

           อันดับที่ 4 เกาะคาอูอิ ฮาวาย สหรัฐอเมริกา (คงเส้นคงวาเพราะปีที่แล้วอยู่อันดับ 4)

           อันดับที่ 3 เกาะเคป เบรตัน ในรัฐโนวา สโกเชีย ประเทศแคนาดา (ปีนี้ผู้คนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก กระโดดจากปีที่แล้วอยู่อันดับ 10)

           อันดับที่ 2 หมู่เกาะกาลาปาโกส ประเทศเอกวาดอร์ (เป็นสถานที่ท่องเที่ยวติดอันดับโลกมาตลอดแต่ปีนี้ไม่ได้แชมป์แต่กลับเป็นรองแชมป์แทนเพราะปีที่แล้วอยู่อันดับ 1)

           อันดับที่ 1 เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย (เอเซียในบ้านเรามีสถานที่สวยงามและน่าสนใจเหมือนกัน และก็ติดอันดับโลกมาตลอดเช่นกัน ปีนี้ไต่ขึ้นเป็นแชมป์ หลังเมือปีก่อนอยู่อันดับ 2)
10 วิธี การกินอย่างฉลาด article
      
    ในแต่ละวันเราจำเป็นต้องรับประทานอาหารมากมาย มีคำแนะนำจากหลายสำนักให้กินนั่น ห้ามกินนี่จนไม่รู้จะเชื่อใครดี วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับง่ายๆ ของการกินให้ได้ประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพอย่างเต็มที่มาฝาก
1. กินอาหารเช้า เป็นพฤติกรรมพื้นฐานที่ส่งผลต่อจิตใจ และพลังชีวิตของคุณไปตลอดทั้งวัน และช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ช่วยเผาผลาญพลังงานให้ดีขึ้น ทำให้คุณกินอาหารในมื้ออื่นๆ น้อยลง
2. เปลี่ยนน้ำมันที่ใช้ปรุงอาหาร ยอมจ่ายแพงสักนิดใช้น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันดอกทานตะวัน ปรุงอาหารแทนน้ำมันแบบเดิมที่เคยใช้ เพราะเป็นไขมันที่ไม่เป็นโทษต่อร่างกาย และมีกรดไขมันอิ่มตัวที่เป็นประโยชน์ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี
3. ดื่มน้ำให้มากขึ้น คนเราควรดื่มน้ำวันละ ลิตรเป็นอย่างน้อย (ยกเว้นในรายที่ไตทำงานผิดปกติ) เพื่อหล่อเลี้ยงเซลล์ในร่างกาย ฟื้นฟูระบบขับถ่าย รักษาระดับความเข้มข้นของเลือด จะทำให้สดชื่นตลอดวันเลยทีเดียว
4. เสริมสร้างแคลเซียมให้กับกระดูก ด้วยการดื่มนม กินปลาตัวเล็กทั้งตัวทั้งก้าง เต้าหู้ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ผักใบเขียว เพราะแคลเซียมเป็นสิ่งจำเป็นที่จะเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อและกระดูก ทำให้ระบบประสาททำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
5. บอกลาขนมและของกินจุบจิบ ตัดของโปรดประเภทโดนัท คุกกี้ เค้กหน้าครีมหนานุ่ม ออกจากชีวิตบ้าง แล้วหันมากินผลไม้เป็นของว่างแทน วิตามิน และกากใยในผลไม้ มีประโยชน์กว่าไขมัน และน้ำตาลจากขนมหวานเป็นไหนๆ
6. สร้างความคุ้นเคยกับการกินธัญพืชและข้าวกล้อง เมล็ดทานตะวัน ข้าวฟ่างและลูกเดือย รวมทั้งข้าวกล้องที่เคยคิดว่าเป็นอาหารนก ได้มีการศึกษาและค้นคว้าแล้ว พบว่า ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจถึง ใน เลยทีเดียว เพราะอุดมไปด้วยไฟเบอร์ ที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และควบคุมน้ำตาลในเลือดให้สมดุล
7. จัดน้ำชาให้ตัวเอง ทั้งชาดำ ชาเขียว ชาอู่ล่ง หรือเอิร์ลเกรย์ ล้วนแล้วแต่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ การดื่มชาวันละ ถึง แก้ว ช่วยลดอัตราเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารถึง 30%
8. กินให้ครบทุกสิ่งที่ธรรมชาติมี คุณต้องพยายามรับประทานผักผลไม้ต่างๆ ให้หลากสี เป็นต้นว่า สีแดงมะเขือเทศ สีม่วงองุ่น สีเขียวบล็อกเคอรี สีส้มแครอท อย่ายึดติดอยู่กับการกินอะไรเพียงอย่างเดียว เพราะพืชต่างสีกัน มีสารอาหารต่างชนิดกัน แถมยังเป็นการเพิ่มสีสันการกินให้กับคุณด้วย
9. เปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนรักปลา การกินปลาอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง ได้ทั้งความฉลาดและแข็งแรง เพราะปลามีกรดไขมันโอเมก้า 3และโปรตีน ที่ช่วยควบคุมการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติ และบำรุงเซลล์สมอง ทั้งยังมีไขมันน้อย อร่อย ย่อยง่าย เหมาะสำหรับคนที่ต้องการหุ่นเพรียวลมเป็นที่สุด
10. กินถั่วให้เป็นนิสัย ทำให้ถั่วเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่คุณต้องกินทุกวัน วันละสัก ช้อน ไม่ว่าจะเป็นของหวานของคาว หรือว่าของว่างก็ทั้งโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุสำคัญๆ หลายชนิด ต่างพากันไปชุมนุมอยู่ในถั่วเหล่านี้ ควรกินถั่วอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรกินครั้งละมากๆ เพราะมีแคลอรี่สูง อาจทำให้อ้วนได้
   ถ้าปฏิบัติให้ได้ครบทุกข้อตามคำแนะนำข้างต้นนี้จนเป็นนิสัย สุขภาพดีๆ จะไปไหนเสีย !!

อย่าสร้างปัญหา... เมื่อมันไม่มี
 
 
"ทำงานแบบนี้ มีปัญหากับแฟนไหมลูก ?" เห็นลูกต้องทำงานแบบไม่ลืมหูลืมตาจนโงหัวไม่ขึ้น วันธรรมดาก็ปาเข้าไปสามทุ่มสี่ทุ่ม เสาร์อาทิตย์ก็ต้องออกไปต่างจังหวัดบ่อย ๆ กิจกรรมการใช้ชีวิตส่วนตัวก็เหลือน้อยลงกว่าปกติ

สถานการณ์แบบนี้เคยเจอกับตัวเองมาแล้ว ความบ้างานมันติดจนเป็นนิสัย ทำให้การให้ความสำคัญเรื่องอื่นเป็นรอง และมันก็เกิดผลกระทบตามมา ที่ทำให้ต้องเสียใจหลายต่อหลายเรื่อง

มีแฟนก็มีปัญหาเพราะไม่มีเวลาให้ นัดไม่เป็นนัด ภารกิจมันมาก่อน ทำให้ความสัมพันธ์เสื่อมคลาย

มีครอบครัวก็ไม่ราบรื่น เพราะถูกกล่าวหาว่าเราไม่ได้แต่งงานกับเค้า แต่เราแต่งกับงาน การต้องเป็นเมียหลวงที่ตกอยู่ในสภาพเหมือนเมียน้อย เพราะเมียหลวงที่แท้จริงคือน้องงาน ทำให้ทนกินน้ำใต้ศอก ไม่ไหว

"ก็มีนิดหน่อยพ่อ แต่ไม่ซีเรียส เพราะแฟนเค้าก็ทำงานในฟิลด์เดียวกัน แต่คนละบริษัท เค้าเข้าใจว่างานมันเป็นยังไง เพียงแต่เค้าไม่เข้าใจว่า ทำไมงานผมมันมากมายกว่าของเค้าถึงขนาดนั้น"

"ก็ดีไปลูก โชคดีไป แต่ก็อย่าชะล่าใจนักนะ พ่อเคยเจอมาแล้ว ประมาณว่า "เข้าใจแต่ทำใจไม่ได้" เจอลูกนี้เข้าจะไปไม่ถูกเอาเลย

แบ่งเวลาให้ดีลูก แบ่งให้เป็น ชีวิตเรามันต้องมีทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวควบคู่กันไป เฉลี่ยเวลาให้เหมาะสม ให้ความสำคัญกับมันให้ถูกจังหวะและสถานการณ์ พ่อมีบทเรียนเรื่องแบบนี้มาบนความผิดหวัง เพราะพ่อแต่งงานเร็วไป ดันเริ่มมีชีวิตคู่พอดีกับการเริ่มต้นไต่เต้าชีวิตการงาน โอกาสมันมาจ่อพ่อตรงหน้า เหมือนอยู่ดี ๆ ก็มีคนเอาบันไดมาวางพาดให้

ถ้าไม่ฉวยจังหวะนั้นก้าวขึ้นบันได พ่อก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะมีโอกาสแบบนั้นมาอีก พ่อเลือกเอาโอกาสของชีวิต และให้ครอบครัวรอพ่อก่อน เอาเวลาและทุกอย่างไปทุ่มให้กับงาน แทบจะไม่มีเหลือให้ครอบครัว

ผลก็คือ พ่อก้าวขึ้นไปได้ด้วยจังหวะนั้น แต่ต้องผิดหวังกับครอบครัวจนถึงขั้นล่มสลาย บทเรียนนี้ทำให้เกิดการวิเคราะห์ขึ้นมาว่า พ่อทำผิดหรือทำถูก

พ่อคิดว่าพ่อทำถูก คนที่ทำงานเป็นลูกจ้าง การจะได้แสดงความรู้ ความสามารถ เพื่อจะได้พิสูจน์คุณค่าของตัวเองได้ก็ต่อเมื่อคนเป็นนายเขาหยิบยื่นโอกาสให้แสดง เมื่อเขาเอาโอกาสมาให้ เอาบันไดมาตั้ง ไม่ฉวย ไม่ไต่ขึ้นไป เพียงเพราะกลัวว่าครอบครัวจะไม่พอใจที่เหลือเวลาให้เค้าน้อย ก็ไม่ควรที่จะวางเป้าหมายของชีวิตในการทำงาน ว่าจะก้าวขึ้นไปถึงไหน อย่างเก่งก็ทำงานไปวัน ๆ มีความสุขแบบพอเพียงกับทั้งงานและครอบครัว

แต่พ่อวางเป้าไว้ว่า จะต้องไต่เต้าขึ้นไปสู่ระดับบริหารให้ได้ ที่ตั้งไว้ขนาดนั้นเพราะพ่อมีเหตุผล เมื่อฐานะของพ่อเริ่มต้นด้วยเลขศูนย์ ต้องทำและสร้างทุกอย่างจากสมองและสองมือของตัวเองเท่านั้น ยิ่งมีครอบครัว มีลูก ความรับผิดชอบนั้นใหญ่หลวงนัก ลำพังเงินเดือนลูกจ้างระดับธรรมดา หรือไปเอาดีทางความรู้ด้านช่างอย่างเดียวที่ร่ำเรียนมา ขึ้นถึงระดับสูงสุดมันก็ได้ไม่เท่าไหร่

แต่หากขึ้นไปทางด้านบริหาร ตำแหน่งมันไม่ตัน รายได้ก็ไม่ตันด้วย แถมตัวเรายังชอบทางด้านนี้อีกต่างหาก ได้ทำสิ่งที่รักที่ชอบ แถมเงินเดือนก็สูง มีรายได้มาก ก็จะทำให้สามารถรับผิดชอบครอบครัวได้ดี ทำให้คุณภาพของทุกชีวิตในครอบครัวสบาย มีความสุข สร้างหลักฐาน สร้างหลักประกันสำหรับอนาคตของลูก ๆ ดังนั้นพ่อจึงเลือกเอาโอกาสมาก่อนเสียงเรียกร้องของครอบครัว ผลคือพ่อไปได้อย่างที่คิด แต่ครอบครัวไปไม่รอด

สรุปแล้วพ่อคิดว่าพ่อคิดถูก แต่ทำผิดจังหวะ จังหวะที่ผิดคือดันแต่งงานเร็วไป หากมาแต่งตอนที่พ่อก้าวขึ้นบันไดไปแล้ว ผลมันก็จะไม่ลงเอยแบบที่เป็น ที่เอามาเล่าให้ลูกฟังก็เพื่อให้เรียนรู้ไว้เป็นข้อมูลเอาไว้ไตร่ตรอง ว่าเราต้องหัดคิดและมองสิ่ง ต่าง ๆ รอบตัวให้รอบคอบ ก่อนที่จะ ตัดสินใจเปลี่ยนแปลงเส้นทางชีวิต หรือจะทำอะไรก็ตามที่มีแฟกเตอร์คนอื่นมาเกี่ยวข้องด้วย"

ที่จริงกำลังพยายามจะบอกลูกว่า อย่าเพิ่งคิดแต่งงาน มีชีวิตคู่ตอนนี้ มันเป็นจังหวะที่ไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง เพราะช่วงนี้สำหรับลูกก็ไม่ต่างไปจากสมัยที่ตัวเองเริ่มงาน ต้องหาโอกาสให้ตัวเอง จะได้หรือไม่ก็อยู่ที่ตัวเองต้องสำแดงพลังและคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถที่อยู่ในตัวออกมาให้เขาเห็นแววก่อน เมื่อเขาเห็นเขาก็จะลองหยิบยื่นโอกาสให้ทดลอง เขาจะทดสอบเรา

หรือแปลว่า เราต้องทำก่อน แสดงก่อน นายเขาถึงจะมองเรา ไม่ใช่นั่งคอยรอคอยเฉย ๆ การทุ่มเทให้กับงานจึงเป็นหนทางเดียวเท่านั้นที่จะสามารถเปิดประตูโอกาสให้ตนเอง

แต่ไม่อยากพูดชัดถึงขนาดนั้น อยากให้ลูกได้คิดเอาเองมากกว่า สไตล์เราเองก็ไม่ชอบออกคำสั่งใครอยู่แล้ว แม้แต่กับลูกน้องด้วยซ้ำ จะมีที่พูดชัด ๆ กับลูก ๆ ทุกคนไว้ก็คือ "อย่าเพิ่งคิดแต่งงานเด็ดขาด หากยังไม่สามารถช่วยตัวเองได้ ยังยืนบนขาตัวเองไม่ได้ การเป็นลูกผู้ชาย หน้าที่สำคัญคือความรับผิดชอบ จะมีครอบครัวก็ต้องมีความสามารถที่จะรับผิดชอบเค้าได้ เลี้ยงดูทำให้เค้ามีความสุขได้

ยิ่งมีลูกขึ้นมาก็จะยิ่งต้องรับผิดชอบหนักและยาวขึ้นอีก มีเมียมีง่ายจะตาย มีลูกก็ยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่ แต่มีแล้วจะรักษาและรับผิดชอบให้ดีและให้ได้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย สักนิด โคตรยากเลย จะบอกให้

ปัจจัยสำคัญอันดับต้นคือเงิน ความรักความเข้าใจอย่างเดียวไม่พอหรอก แรก ๆ มันอาจจะพอแหละ แต่พอนานเข้า ๆ มันจะไม่มีทางพอ เมื่อคุณภาพชีวิตมันแย่ เมื่อลูก ๆ ต้องเรียนหนังสือให้สูงที่สุดเท่าที่เราจะผลักดันได้ อนาคตของพวกเขาคือ เดิมพันชีวิตเราเอง

มันก็อยู่ที่จะต้องใช้สมอง สองมือ และพลังใจที่แข็งแกร่ง ต่อสู้เพื่อจะให้อนาคตแก่ทุก ๆ คนที่เรารับผิดชอบ ทุนของเรามีอยู่แค่นี้ จะทำให้มันสำเร็จได้ก็ต้องทุ่มเททุกอย่างที่มีเพื่อแลกกับมันมา

ต่อมาคือความอดทน ความเข้าใจ การให้เกียรติกัน ถ้อยทีถ้อยอาศัย ยืดหยุ่น และการปรับตัว ตอนเป็นแฟนกันอะไร ๆ ก็ดีไปหมด เขาจะเป็นยังไงยอมรับได้ทั้งนั้น มองแต่ด้านดี คิดแต่ด้านดี ทุกอย่างสวยงามและมีความสุข แต่พอแต่งงานและอยู่ด้วยกัน สิ่งที่อีกฝ่ายเป็นตอนก่อนหน้านั้น กับเมื่อต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันแล้ว มันกลายเป็นคนละเรื่อง คนที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูงจะต้องได้คู่ที่ยินดีจะเดินตามหลังทุก ฝีก้าว ทุกเรื่อง ถึงจะอยู่กันได้ยืด ไม่มีปัญหาเรื่องครอบครัว

"มีแฟนแบบนี้ก็ดีแล้วลูก คนที่ทำงานด้วยกันย่อมน่าจะเข้าใจกันแบบนี้ แต่ในฐานะผู้ชายด้วยกันพ่ออยากเตือนอะไรไว้เกี่ยวกับไอ้เรื่องความใกล้ชิดในที่ทำงาน เพื่อนร่วมงานที่เป็นผู้หญิง อย่าเผลอใจไปปิ๊งใครเข้า ไม่เช่นนั้นมันจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่คิดไม่ถึงเอาได้ คือหากเราไม่มีแฟน ไม่มีคนที่เรารู้สึกเป็นพิเศษอยู่แล้ว มันก็ไปอย่าง

แค่งานมันก็มีปัญหามากมายอยู่แล้วมาสร้างปัญหาหัวใจ ปัญหาส่วนตัวขึ้นมาอีก พ่อจะบอกให้ว่า ลูกจะเสียศูนย์ไปเลย เพราะไม่มีสมาธิในการทำงาน หัวสมองมันคอยมีเรื่องส่วนตัวนี่มาแจมตลอด หงุดหงิด คิดอะไรก็ไม่ออก งานก็จะดร็อป นายก็จะผิดหวัง และในที่สุดมันก็ส่งผลมาถึงตัวเรา กลายเป็นว่าอะไร ๆ ก็ดีแต่มาเสียเรื่องผู้หญิง แล้วมันคุ้มไหมกับเวลาที่เรามุ่งมั่นและฝ่าฟันมา

จำไว้ให้ดีนะลูก พ่อน่ะผ่านมาแล้ว เคยเผลอใจมาเหมือนกัน แต่หักห้ามได้ มันอาจจะด้วยฐานะในการที่เป็นหัวหน้า เป็นนายเค้า ขืนไปกุ๊กกิ๊กกับลูกน้อง ผู้หญิงมันจะเสียมากกว่าการเป็นแค่เพื่อน ร่วมงานธรรมดาหลายเท่า ขนาดไม่เคยออฟไซด์ที่บ้านยังเป่าปรี๊ด ๆ อยู่เรื่อย อารมณ์เสียและหงุดหงิดจะตายไป"

"วิธีกำกับเส้นทำยังไงพ่อ ?"

"ทำใจสิวะ อยู่ที่ใจเราเอง ตบมือข้างเดียวไม่ดังหรอก เราห้ามใจเราเองได้ ยังไงปัญหาก็ไม่เกิด"